ประกันสุขภาพ/ชีวิต

เลือกแผนประกันสุขภาพที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณ
 คุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) ค่าผ่าตัด โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุในกรมธรรม์เดียว

ประกันสุขภาพ (Health Insurance)

กรมธรรม์ที่ช่วยจ่าย ค่ารักษาพยาบาล เมื่อเราเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ ครอบคลุมตั้งแต่ ผู้ป่วยใน (IPD) นอนโรงพยาบาล, ผู้ป่วยนอก (OPD) ไป–กลับ, ค่าหมอ/ยาสามัญ, ค่าผ่าตัด/ห้องพักฟื้น ไปจนถึง โรคร้ายแรง (Critical Illness) ตามเงื่อนไขแผน

ทำไมต้องมี
– ลดภาระค่าใช้จ่าย ที่คาดเดายาก (ใบเสร็จหลักหมื่น–หลักแสนได้ในครั้งเดียว)
– รักษาได้เร็ว–เลือกสถานพยาบาลได้ ไม่ต้องรอนาน
– เสริมสิทธิเดิม (บัตรทอง/ประกันสังคม/สวัสดิการบริษัท) ให้ครอบคลุมมากขึ้น
– ปกป้องเงินออม/ธุรกิจครอบครัว ไม่ให้สะดุดเวลาเกิดเหตุ

คุ้มครองหลัก (เลือกปรับได้ตามงบ)
– IPD: ค่าห้อง-อาหาร, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ, ผ่าตัด, ICU
– OPD: ค่าตรวจรักษาทั่วไป/เฉพาะทาง (จำนวนครั้ง/วงเงินต่อครั้ง)
– อุบัติเหตุฉุกเฉิน (ER), ค่ารถพยาบาล
– โรคร้ายแรง/มะเร็ง (แบบจ่ายตามค่ารักษา หรือแบบเงินก้อนเมื่อวินิจฉัย)
– แม่และเด็ก (บางแผน), ฟัน/ตา (เป็นสวัสดิการเสริม)
– บริการเสริม: เคลมแบบ Cashless ที่โรงพยาบาลเครือข่าย, Telemedicine, ตรวจสุขภาพประจำปี

ไม่คุ้มครองที่พบบ่อย (ควรแจ้งลูกค้าตรงๆ)
– โรคที่เป็นมาก่อนเอาประกัน (Pre-existing) หากยังไม่ผ่านระยะรอคอย/เงื่อนไข
– การตั้งครรภ์/ทำศัลยกรรมเพื่อความงาม/ผลจากการใช้สารเสพติด
– การบาดเจ็บจากกิจกรรมเสี่ยงสูงที่ไม่ได้ซื้อความคุ้มครองเพิ่ม

เบี้ยประกันสุขภาพ “เริ่มต้นประมาณ”
– วัยทำงาน สุขภาพแข็งแรง แผนพื้นฐาน IPD + OPD บางส่วน: ราว 8,000–25,000 บ./ปี
– แผนกลาง–สูง (วงเงินต่อครั้ง/ต่อปีสูง, เครือข่ายเอกชนใหญ่): ราว 20,000–60,000+ บ./ปี
– ปัจจัยที่ทำให้เบี้ยต่าง: อายุ, เพศ, ประวัติสุขภาพ, วงเงินต่อปี, ค่าห้อง, เครือข่าย รพ., ส่วนลดกลุ่ม/ครอบครัว

เลือกอย่างไรให้ “คุ้มจริง”
1. เริ่มจาก งบ/ค่าห้องที่ต้องการ (เช่น 2,000–5,000 บ./คืน หรือเอกชนระดับกลาง)
2. ดู วงเงินต่อโรค/ต่อครั้ง มากกว่า “วงเงินต่อปี” อย่างเดียว
3. ถ้ามีสวัสดิการที่ทำงาน ให้ ซื้อแบบ Deductible/Co-pay เพื่อกดเบี้ย (เราออกบางส่วน บริษัทประกันออกส่วนใหญ่)
4. มีประวัติโรคเดิม ให้แจ้งตรงเพื่อพิจารณา—อาจได้คุ้มครองแบบมีเงื่อนไขหรือยกเว้นเฉพาะจุด แต่อย่างน้อย โรคอื่นยังคุ้มครอง
5. ถ้ากังวลมะเร็ง/โรคร้ายแรง ให้พิจารณา สัญญาเพิ่มเติมมะเร็ง/CI แบบเงินก้อน คู่กับแผนค่ารักษา

ประกันชีวิต (Life Insurance)

สัญญาที่บริษัทประกัน จ่ายเงินก้อน ให้ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต (และ/หรือทุพพลภาพถาวร) มีหลายแบบเพื่อเป้าหมายต่างกัน

ทำไมต้องมี
– ปกป้องครอบครัว แทนรายได้ที่หายไป ชำระหนี้บ้าน/ธุรกิจ
– เป็น เครื่องมือวางมรดก/ภาษี (รับเงินก้อนเร็ว มีผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน)
– บางแบบมี มูลค่าเงินสด/เงินคืน ช่วยออมระยะยาว
– ใช้เป็น หลักประกันกู้ยืม หรือประกอบการวางแผนการเงิน

ประเภทหลัก (เลือกให้พอดีเป้าหมาย)
– Term Life (ชั่วระยะเวลา): คุ้มครองสูง เบี้ยถูก เหมาะปกป้องหนี้/รายได้ช่วงกำลังสร้างตัว
– Whole Life (ตลอดชีพ): คุ้มครองยาว + สะสมมูลค่า เหมาะวางมรดกระยะยาว
– Endowment (ออมทรัพย์/มีเงินคืน): เน้นออม + รับคุ้มครองพอประมาณ เหมาะเก็บเงินเป้าหมายระยะกลาง–ยาว
– Unit-linked/Investment-linked: คุ้มครองชีวิต + ลงทุน (เสี่ยงตามกองทุน) เหมาะคนรับความผันผวนได้
– Riders สัญญาเพิ่มเติม: อุบัติเหตุ/ทุพพลภาพ, โรคร้ายแรง, ยกเว้นเบี้ยกรณีเจ็บป่วยรุนแรง ฯลฯ

เบี้ยประกันชีวิต “เริ่มต้นประมาณ”
(สมมติผู้ชาย/ผู้หญิงวัยทำงานสุขภาพดี ไม่สูบบุหรี่ วงเงินคุ้มครอง 1–2 ล้านบาท)
– Term Life: ราว 2,000–6,000 บ./ปี (ขึ้นกับอายุ/เพศ/ระยะคุ้มครอง)
– Whole Life/Endowment: โดยมาก สูงกว่า Term เนื่องจากมีเงินสะสม/เงินคืน
– อายุยิ่งน้อย เบี้ยยิ่งคุ้ม; ประวัติโรค, การสูบบุหรี่, อาชีพเสี่ยง ทำให้เบี้ยสูงขึ้น

เลือกอย่างไรให้ “ตรงโจทย์”
1. คำนวณ ทุนประกันชีวิต (Death Benefit) ≈ รายจ่ายครัวเรือนต่อปี × 5–10 ปี + หนี้คงค้าง – เงินออมที่ใช้ได้
2. ถ้าต้องการคุ้มครองสูงสุดต่อบาท ให้เริ่มที่ Term Life แล้วค่อยเสริม Whole/Endowment เพื่อออม
3. มีลูกเล็ก/ผ่อนบ้าน → เลือกทุนสูงใน 15–30 ปีแรก (ช่วงเสี่ยงสูงสุด)
4. ถ้าต้องการ “ตลอดชีพ/วางมรดก” → พิจารณา Whole Life + ระบุผู้รับผลประโยชน์ชัดเจน
5. ถ้าต้องการความยืดหยุ่นด้านเงินสด → พิจารณา มีมูลค่าเวนคืน/กู้กรมธรรม์ได้

ผลิตภัณฑ์

ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

สอบถามราคา เช็กเบี้ย หรือขอคำแนะนำแผนประกันที่เหมาะกับคุณ ฟรี!

ทีมงานตอบกลับเร็ว ดูแลตลอด 24 ชม.